วันพฤหัสบดีที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่11

บันทึกอนุทินครั้งที่ 11
วันที่ 26 เมษายน  พ.ศ. 2562

                        วันนี้เป็นวันเรียนวันสุดท้ายของวิชาการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย อาจารย์ให้พวกเราจับกลุ่มทำอาหารกัน กลุ่มของเรา มี 10 คน อาจารย์ให้ทำอาหารหลัก 1 อย่าง ทำอาหารว่าง 1 อย่าง ของหวานอาจารย์เป็นคนทำให้ ของหวานคือ บัวลอยและทับทิมกรอบ    กลุ่มของฉันทำแซนวิชโร ข้าวผัด และเกี้ยวน้ำ


กลุ่มของฉัน


บันทึกอนุทินครั้งที่10

บันทึกอนุทินครั้งที่ 10
วันที่ 26 เมษายน  พ.ศ. 2562

               วันนี้อาจารย์สอนเรื่องอาหารและโภชนาการสำหรับเด็กปฐมวัย

               อาหารเป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่อร่างกายของมนุษย์ นับตั้งแต่ปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดาเมื่อเริ่มมีชีวิต ทารกจะได้รับอาหารผ่านทางสายรก และใช้ในการเจริญเติบโตตลอดมา
                หลักของโภชนาการได้จัดแบ่งอาหารออกเป็น 5 หมู่ ได้แก่
                              อาหารหมู่ที่ 1 เนื้อสัตว์ ถั่วเมล็ดแห้ง ช่วยสร้างเสริมและซ่อมแซมอวัยวะต่างๆ
                              อาหารหมู่ที่ 2 ข้าว หัวเผือก หัวมันทแป้ง น้ำตาล ให้พลังงานความอบอุ่น
                              อาหารหมู่ที่ 3 ผักใบเขียวและพืชผักที่ให้วิตามิน เกลือแร่และเส้นใย
                              อาหารหมู่ที่ 4 ผลไม้ที่ให้วิตามินและเกลือแร่
                              อาหารหมู่ที่ 5 ไขมันจากพืช
               ข้อควรคำนึงในการให้อาหารแก่เด็กทารก
                              1.อย่าให้อาหารอื่นใดนอกจากนมแม่ในระยะ 4 เดือนแรก เพาะจำทำให้เด็กทารกรับประดยชน์จากแม่ไม่เต็มที่และอาจทำให้น้ำนมแม่ลดลงเนื่องจากการดูดกระตุ้นจากลูกน้อยลง
                              2.เพื่อเป็นการหัดให้เด็กคุ้นเคย ควรเริ่มให้อาหารอื่นนอกจากนมแม่ตามที่แนะนำไว้
                              3.เริ่มให้อาหารทีละอย่าง ทีละน้อยๆ เช่น 1 ช้อนชาแล้วค่อยๆเพิ่มจำนวนตามแต่ชนิดของอาหารโดยให้กินก่อนกินนมมื้อใดมื้อหนึ่งเป็นจำ แล้วให้นมตามจนอิ่ม ใน 6 เดือนแรกควรให้อาหารเพียงวันละ 1 มื้อ โดยเพิ่มทีละน้อยๆจนมากพอและกลายเป็นอาหารหลักได้ 1 มื้อ
               ข้อปฏิบัติในการจัดเตรียมอาหาร
                              1.ให้กินอาหารหลักให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสะอาดและปลอดภัย
                              2.ควรจัดอาหารให้มีปริมาณไขมัน โดยเลือกใช้น้ำมันที่มีคุณภาพดีเช่น น้ำมันจากพืชเช่น ข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย ปลาทะเล หลีกเลี่ยงน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัว เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว
                              3.ควบคุมความหวานหรือใส่น้ำตาลให้พอเหมาะพอควร

บันทึกอนุทินครั้งที่ 9

บันทึกอนุทินครั้งที่ 9
วันที่ 19 เมษายน  พ.ศ. 2562

            วันนี้อาจารย์ให้แบ่งกลุ่มเป็น 2 ฝ่ายเพื่อโต้วาทีในหัวข้อเลี้ยง "ลูกที่บ้านกับส่งลูกไปโรงเรียนอะไรดีกว่ากัน"



           ข้อดีของ HOME SCHOOL
               1.พ่อแม่มีเวลาอยู่กับลูกเต็มที่ ความผูกพันระหว่างพ่อแม่ลูกแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
               2.พ่อแม่ผู้มีโอกาสเลือกและปรับแนวทางการจัดหลักสูตร และการสอนให้เหมาะกับแบบแผนชีวิต ความเชื่อความต้องการ และความพร้อมของลูกได้อย่างยืดหยุ่น
               3.เด็กได้รับการปฏิบัติในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจและสิทธิเสรีภาพของตนเอง
               4.การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ต่อเนื่องตลอดเวลาโดยไม่มีเปิดเทอมหรือปิดเทอม
             5.การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ลงมือปฏิบัติจริงเป็นได้ง่ายขึ้นในบรรยากาศของครอบครัว ที่สามารถจัดกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ทั้งในบ้านนอกบ้านได้มากมาย
          ข้อเสียของ HOME SCHOOL
               1.การอยู่กับลูกตลอดเวลาแทบจะทั้งวันนั้น พ่อแม่จะเริ่มจัดการได้ยาก เมื่อลูกรู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวายไม่อยากเรียน
               2.เด็กไม่มีสังคม
               3.พ่อแม่ต้องยับยั้งอารมณ์โกรธและอดทนให้มากเมื่อลูกดื้อ ไม่อยากเรียนหนังสือ
               4.ต้องวางแผนจัดการสอนให้ดี เพราะอาจจะไม่เข้มข้นเท่ากับการเรียนในโรงเรียน ทำให้ลูกเรียนรู้ได้ช้ากว่าเด็กที่เรียนในโรงเรียน
              5.พ่อแม่ต้องเตรียมเงินเพื่อซื้อหนังสือจำนวนมาก รวมไปถึงค่าอุปกรณ์การเรียน หรือสื่อการสอนแบบต่างๆ
              6.ในฐานะคุณครู พ่อแม่ต้องศึกษาให้มากเพื่อจะพร้อมให้ความรู้กับลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
              7.พ่อแม่ต้องคอยกระตุ้นลูกอยู่เสมอ ลูกจะได้พร้อมเรียนรู้
              8.ต้องคอยพูดคุยกับพ่อแม่คนอื่นๆ ที่สอนหนังสือให้ลูกที่บ้านแบบเดียวกัน เพื่อขอคำแนะนำ และวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม
              9.พ่อแม่ต้องใช้เวลาอย่างมากในการศึกษาแนวทางการเรียนของเด็ก ค้นหาหลักสูตรที่ลูกจำเป็นต้องรู้ รวมถึงการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนให้ลูกอย่างเหมาะสม
            10.ใช้เวลาหาคนที่เรียนหนังสือที่บ้านแบบเดียวกับลูก เพื่อให้เด็กที่เรียนแบบโฮมสคูลได้รู้จักกัน จะได้สร้างสังคมให้กับลูก โดยที่ลูกไม่รู้สึกแปลกแยก

          ข้อดีของการเรียนที่โรงเรียน
               1.เด็กมีระเบียบวินัย
               2.ช่วยแบ่งเบาภาระการดูแลจากพ่อแม่
               3.เด็กได้เรียนรู้ตามวัย
               4.เด็กมีสังคม รู้จักการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
               5.เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ลงมือปฏิบัติจริง
         ข้อเสียของการเรียนที่โรงเรียน
               1.การดูแลอาจจะไม่ทั่วถึงเนื่องจากปริมาณเด็กที่เยอะ
               2.โภชนาการอาจจะไม่ได้ดีเหมือนการดูแลที่บ้าน
   แต่ละครอบครัวก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน ไม่ว่าพ่อแม่จะเลือกให้ลูกเรียนทางไหน ก็ย่อมดีที่สุดแล้วกับการตัดสินใจ


วันพุธที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่ 8

บันทึกอนุทินครั้งที่ 8
วันที่ 5 เมษายน  พ.ศ. 2562

                  วันนี้อาจารย์ให้นำเสนองานสัมภาษณ์ครู
       บทบาทหน้าที่ของครู แต่วันส่วนใหญ่จะเหมือนกัน เช่น การมาโรงเรียนแต่เช้า การรับนักเรียนหน้าโรงเรียน  การสอนตามตารางกิจกรรม
       หลักในการดูแลสุขภาพอนามัย ของเด็กๆครูก็จะดูตั้งแต่หัวจรดเท้า ตรวจเช็คว่าเด็กไม่สบายหรือไม่ตั้งแต่ที่ยืนรับหน้าโรงเรียน และจะถามว่ามียามากินด้วยไม
       เทคนิคการสอน การเคลื่อนไหวและจังหวะ เช่น การออกกำลังกาย เด็กจะสนุกสนาน ได้ทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ เวลาจัดกิจกรรมมี การสอดแทรกคุณธรรม ผ่านการเรียนทุกหน่วยการเรียนรู้ เช่น เรียนเรื่องครอบครัวปลุกฝังให้รักและเคารพพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย มีน้ำใจช่วยเหลือคนในครอบครัว
       ปัญหาในการอบรมเลี้ยงดู เด็กบางคนเป็นเด็กพิเศษแต่พ่อแม่จะไม่ยอมรับ บางคนเป็นเป็นออทิสติกเทียม ที่ไม่ได้เกิดจากพันธุกรรมแต่เกิดจากการเลี้ยงดู เช่น การเลี้ยงลูกด้วยโทรศัพท์ บางคนเป็นเด็กสมาธิสั้นเกิดจากขาดความอบอุ่น


               หลังจากนั้นอาจารย์ได้ให้เพื่อนที่ไม่ได้มาเรียนสัปดาห์ที่แล้วออกนำเสนอบทความเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย

บันทึกอนุทินครั้งที่ 7

บันทึกอนุทินครั้งที่ 7
วันที่ 22 มีนาคม  พ.ศ. 2562

วันนี้อาจารย์ให้ออกไปนำเสนอบทความเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย

บันทึกอนุทินครั้งที่ 6

บันทึกอนุทินครั้งที่ 6 
วันที่ 15 มีนาคม  พ.ศ. 2562

                    วันนี้เรียน เรื่องการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมในเด็กปฐมวัย
               “จริยธรรม คือ หลักแห่งการประพฤติ ปฏิบัติที่ดี ที่เหมาะที่ควร”
               “จริยธรรม คือ หลักคำสอนที่ว่าด้วยแนวทางการประพฤติที่เป็นหลักการและเป็นที่ยอมรับนับถือ”

ทฤษฎีจริยธรรมตามแนวคิดการให้เหตุผลเชิงจริยธรรมของโคลเบอร์ก
               โคลเบอร์ก เป็นนักจิตวิทยาที่อธิบายถึงจริยธรรมของคนที่พัฒนาขึ้นไปพร้อม ๆ กับความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ ระดับก่อนกฎเกณฑ์ ระดับกฎเกณฑ์สังคม และระดับเลยกฎเกณฑ์ของสังคม สำหรับเด็กปฐมวัย จะอยู่ในขั้นแรกของทฤษฎีคือ ระดับก่อนกฎเกณฑ์ เด็กวัยนี้จึงตัดสินความถูกผิดจากความรู้สึกของตนเอง และตามกฎเกณฑ์ที่ ผู้อื่นกำหนดโดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนดังนี้
               ขั้นตอนที่ 1 การหลีกเลี่ยงการลงโทษและการทำตามคำสั่ง
               ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติเพื่อมุ่งหวังรางวัลส่วนตัว               

ทฤษฎีการเรียนรู้จริยธรรมด้วยการกระทำตามแนวคิดของสกินเนอร์
               สกินเนอร์เป็นผู้เสนอทฤษฎีที่มีความเชื่อว่าพฤติกรรมของคนเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ผลจากการแสดงพฤติกรรมนั้นจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าพฤติกรรมนั้นจะมีแนวโน้มเกิดขึ้นอีกหรือไม่ในสถานการณ์ที่คล้ายกับสถานการณ์เดิม ถ้าเกิดขึ้นอีกจะเรียกผลพฤติกรรมนั้นว่า การเสริมแรงทางบวก แต่ถ้าไม่เกิดขึ้นอีกเรียกผลของพฤติกรรมนั้นว่า การลงโทษ

ทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมจริยธรรมตามแนวคิดของแบนดูรา
               แบนดูราอธิบายว่า พฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนในสังคมเกิดจากการเรียนรู้ โดยการสังเกตจากตัวแบบ ทั้งตัวแบบในชีวิตจริง หรือตัวแบบที่เป็นสัญลักษณ์ ทั้งนี้ตัวแบบจะทำหน้าที่ทั้งสร้างหรือพัฒนาพฤติกรรมจริยธรรม และจะทำหน้าที่ในการระงับ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ กระบวนการในการพัฒนาการเรียนรู้พฤติกรรมจริยธรรมตามแนวคิดนี้มี  4 ขั้นตอนคือ
               ขั้นตอนที่ 1 กระบวนการตั้งใจ
               ขั้นตอนที่ 2 กระบวนการเก็บจำ
               ขั้นตอนที่ 3 กระบวนการกระทำ
               ขั้นตอนที่ 4 กระบวนการจูงใจ

คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ
               1. ขยัน คือ ความตั้งใจเพียรพยายามทำหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ
               2. ประหยัด คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย รู้จักฐานะการเงินของตนเอง
               3. ซื่อสัตย์ คือ ผู้ที่มีความประพฤติตรงทั้งต่อเวลา ต่อหน้าที่ และต่อวิชาชีพ
               4. มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตนในขอบเขต กฎ ระเบียบของสถานศึกษา สถาบัน องค์กร และประเทศชาติ
               5. สุภาพ คือ ผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานภาพและกาลเทศะ มีสัมมาคารวะ เรียบร้อย
               6. สะอาด คือ ผู้ที่รักษาร่างกาย ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องตามสุขลักษณะ
               7. สามัคคี คือ ผู้ที่เปิดใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทของตนทั้งในฐานะผู้นำ และ ผู้ ตามที่ดี มีความ               มุ่งมั่นต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
               8. มีน้ำใจ คือ ผู้ให้และผู้อาสาช่วยเหลือสังคม รู้จักแบ่งปัน เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น
"ท้ายคาบอาจารย์ให้แบ่งกลุ่มแสดงบทบาทสมมติเกี่ยวกับคุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ"

บันทึกอนุทินครั้งที่5

บันทึกอนุทินครั้งที่ 5 
วันที่ 25 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2562

               วันนี้อาจารย์ให้ทำงานกลุ่มเรื่องความต้องการของเด็กปฐมวัยแล้วออกไปนำเสนอหน้าชั้นเรียน
ความต้องการของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย   : ต้องการเคลื่อนไหว  สุขภาพอนามัย
ครูควรตอบสนองความต้องการของเด็กโดย : การจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวตามจังหวะดนตรี การเล่นกลางแจ้ง การทรงตัว การรักษาความสะอาดของร่างกายของใช้ส่วนตัว เช่น การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร การแปรงฟัน
พ่อแม่ควรตอบสนองความต้องการของเด็กโดย : การให้ลูกปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง เช่น การติดกระดุม การใช้ช้อนตักอาหาร
ความต้องการของเด็กปฐมวัยด้านอารมณ์-จิตใจ : การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึก เช่น มีความสุข ร่าเริง แจ่มใส ต้องการความรักจากพ่อแม่
ครูควรตอบสนองความต้องการของเด็กโดย : การจัดกิจกรรมให้เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึก เช่น การเล่นบทบาทสมมติ การร้องเพลง การฟังนิทาน
พ่อแม่ควรตอบสนองความต้องการของเด็กโดย : การให้ความรักความอบอุ่นแก่ลูก
ความต้องการของเด็กปฐมวัยด้านสังคม : ต้องการเล่นอย่างอิสระ ต้องการเล่นเป็นกลุ่มกับเพื่อน
ครูควรตอบสนองความต้องการของเด็กโดย : จัดกิจกรรมให้เด็กมีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นรอบตัว
พ่อแม่ควรตอบสนองความต้องการของเด็กโดย : การให้ลูกช่วยเหลือตนเอง การพาลูกไปร่วมกิจกรรมนอกบ้าน
ความต้องการของเด็กปฐมวัยด้านสติปัญญา : ต้องการเรียนรู้สิ่งต่างๆรอบตัว ต้องการสื่อความหมายและความคิด
ครูควรตอบสนองความต้องการของเด็กโดย : จัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าและการเคลื่อนไหว การเล่านิทานและให้เด็กตอบคำถามเพื่อเชื่อมโยงความเหตุการณ์ จัดกิจกรรมศิลปะเพื่อให้เด็กเกิดจิตนาการและความคิดสร้างสรรค์
พ่อแม่ควรตอบสนองความต้องการของเด็กโดย : การเล่านิทานให้ลูกฟังก่อนเพื่อเพิ่มทักษะทางภาษาให้ลูกและการจดจำ

บันทึกอนุทินครั้งที่ 4

บันทึกอนุทินครั้งที่ 4
วันที่ 22 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2562

การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
               การอบรมเลี้ยงดูเด็ก หมายถึง การที่บิดามารดาหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในการเลี้ยงดูเด็ก ปฏิบัติต่อเด็กที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้เจริญเติบโตและมีพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และ สติปัญญา ซึ่งผู้อบรมต้องอบรมด้วยความรัก ความเข้าใจและปรับวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างเหมาะสม
ความจำเป็นที่ต้องมีพ่อ
               1.เด็กต้องเห็นแบบอย่างของผู้ใหญ่ชาย
               2.พ่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกชาย
               3.เด็กหญิงจะได้รู้จักบทบาทของผู้ชาย
               4.พ่อช่วยปลูกฝังลักษณะทั่วไปให้แก่ลูก คือ ความเข้มแข็ง บึกบึน
ความจำเป็นที่ต้องมีแม่
               1.คอยดูแลลูกให้ปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน
               2.ช่วยปลูกฝังนิสัยการกินที่ดี
               3.สอนให้รักษาความสะอาด
               4.คอยฝึกฝนกริยามารยาทที่ดีงาม
บทบาทและหน้าที่ของพ่อแม่ในการอบรมเลี้ยงดู
               1.มีเจตคติที่ดีต่อเด็ก
               2.สนองความต้องการของเด็กในทุกด้าน
               3.ถ่ายทอดวัฒนธรรมประเพณีให้กับเด็ก
               4.ปลูกฝังเจตคติที่ดีต่อบุคคลและสิ่งต่างๆ
บทบาทของพ่อแม่ที่ไม่เหมาะสมในการอบรมเลี้ยงดู
               1.การตี
               2.การขู่
               3.การคาดโทษ
               4.การปล่อยปละละเลย
เจตคติของพ่อแม่ที่มีต่อลูก 6 แบบ
               1.พ่อแม่ที่รักและคอยช่วยเหลือเอาใจใส่ลูกมากเกินไป
               2.พ่อแม่เอาใจลูกเกินไป
               3.พ่อแม่ที่ทอดทิ้งเด็ก
               4.พ่อแม่ที่ยอมรับเด็ก
               5.พ่อแม่ที่ชอบบังคับลูก
               6.พ่อแม่ที่ยอมจำนนต่อลูก
        การดูแลเด็กวัยทารก นับตั้งแต่คลอดจากครรภ์มารดาไปจนถึง 2 ปี เป็นวัยสำคัญที่สุดในการวางรากฐานสำคัญต่างๆของชีวิตในทุกๆด้าน เป็นระยะที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด บิดามารดาผู้เลี้ยงดูจึงควรใช้ระยะเวลานี้เพื่อส่งเสริมให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น
การดูแลสุขภาพ
               1.การอาบน้ำ
               2.การสระผม
               3.การเปลี่ยนผ้าอ้อม
               4.เสื้อผ้าที่สวมใส่ ควรสะอาด
               5.ปากและฟัน
การดูแลด้านโภชนาการ ความต้องการอาหารของทารก มีดังต่อไปนี้
               - โปรตีน
               - พลังงาน
               - วิตามิน
               - เกลือแร่
               1. เหล็ก  2. ไอโอดีน 3.แคลเซียม 4. สังกะสี
คุณค่าทางโภชนาการของนมแม่ แบ่งเป็น 2 ระยะ
               1.น้ำนมเหลือง เป็นน้ำนมที่ออกมาในระยะ 2-4 วันแรก จะหลั่งภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด
               2.น้ำนมแม่ หลังคลอด 2-4 วัน
ลักษณะที่ดีของนมแม่
               1.นมแม่มีสารอาหารครบถ้วน
               2.นมแม่สะดวก ไม่ต้องเสียเวลาชงนม
               3.นมแม่สะอาดและปลอดภัย
               4.นมแม่มีสารป้องกันการติดเชื้อ
               5.นมแม่ลดอัตราการเกิดโรคภูมิแพ้
               6.นมแม่ไม่ทำให้ลูกอ้วน
               7.นมแม่มีผลต่อจิตใจ
               8.นมแม่มีผลดีต่อแม่ ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว


บันทึกอนุทินครั้งที่ 3

บันทึกอนุทินครั้งที่ 3
วันที่ 8 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2562


          วันนี้อาจารย์ได้ให้ออกมานำเสนองานเกี่ยวกับทฤษฏีและพัฒนาการของเด็กปฐมวัย
    
     ทฤษฏีพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย
     อาร์โนลด์ กีเซลล์ นักจิตวิทยาชาวอเมริกันแบ่งพฤติกรรมทางด้านร่างกายของเด็กเป็น
           1.1 พฤติกรรมด้านการเคลื่อนไหว
           1.2 พฤติกรรมด้านการปรับตัว
           1.3 พฤติกรรมด้านการสื่อสาร
           1.4 พฤติกรรมด้านสังคมและส่วนตัว
     กีเซลล์กล่าวว่า การเจริญเติบโตของเด็กสังเกตได้จากการแสดงออกโดยเฉพาะความสามารถในการจัดกระทำกับวัตถุ เช่น การเล่นบอลเด็กต้องใช้ความสามารถในด้าน สายตาและกล้ามเนื้อ ซึ่งต้องสัมพันธ์กับพัฒนาการทางสมองและการเคลื่อนไหวประกอบกัน
     ทฤษฏีพัฒนาการทางบุคลิกภาพของ ซิกมันต์ ฟรอยด์ ได้แบ่งลำดับขั้นไว้ดังนี้
          1. ขั้นปาก
          2. ขั้นทวารหนัก
          3. ขั้นอวัยวะเพศ
          4. ขั้นก่อนวัยรุ่น
          5 .ขั้นวัยรุ่น
       โครงสร้างบุคลิกภาพประกอบไปด้วย อิด(Id) อีโก้(Ego) ซุปเปอร์อีโก้(Super Ego)
   
     พัฒนาการทางด้านอารมณ์ของเด็กปฐมวัย
     จอห์น โบว์ลบี ทฤษฏีความผูกพัน ทฤษฏีนี้อธิบายว่าความผูกพันเป็นสายสัมพันธ์ทางอารมณ์ที่มั่นคงซึ่งมนุษย์แสวงหาและต้องการมากขึ้นเมื่อได้รับความเครียดหรือความกดดัน เด็กทุกคนสามารถจะสร้างความผูกพันได้ตั้งแต่แรกเกิด เนื่องจากเด็กมีกลไกลด้านประสาทวิทยาและชีววิทยามีโปรแกรมในสมองสามารถรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นได้และสื่อสารความรู้สึกความต้องการภายในได้
      ลอเรนซ์ โคลเบิร์ก  เด็กยังไม่มีคุณธรรมภายในใจของตนเองเด็กเข้าใจเหตุผลของการกระทำจากการยอมรับในเรื่องการลงโทษและการได้รับรางวัลในพฤติกรรมเช่น การขโมยไม่ดี เพราะจะโดนลงโทษ
     
      พัฒนาการด้านสังคมของเด็กปฐมวัย
      อีริคสัน ทฤษฏีจิตสังคมได้แบ่งพัฒนาทางบุคลิกภาพออกเป็น 8 ขั้น
          ขั้นที่ 1 ความไว้วางใจ - ความไม่ไว้วางใจ
          ขั้นที่ 2 ความเป็นตัวของตัวเองอย่างอิสระ - ความสงสัยไม่แน่ใจตัวเอง
          ขั้นที่ 3 การเป็นผู้คิดริเริ่ม - การรู้สึกผิด
          ขั้นที่ 4 ความต้องการที่จะทำกิจกรรมอยู่เสมอ - ความรู้สึกด้อย
     อับราฮัม มาสโลว์ เป็นผู้วางรากฐานจิติวทยามนุษย์นิยม เขามีความเชื่อว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะมีความต้องการอันใหม่ที่สูงขึ้นเมื่อต้องการ มี 5 ลำดับความต้องการ
          1.ความต้องการทางสรีระ
          2.ความต้องการความมั่นคงปลอดภัย
          3.ความต้องการความรักและเป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะ
          4.ความต้องการที่จะรู้สึกว่าตนเองมีค่า
          5.ความต้องการที่จะรู้จักตนเองตามสภาพที่แท้จริงและพัฒนาศักยภาพของตน

    พัฒนาการด้านสติปัญญา
    ทฤษฏีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจท์
          1.พัฒนาการทางสติปัญญาของบุคคลเป็นไปตามวัยต่างๆ เป็นลำดับขั้นดังนี้
              1.1 ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี
              1.2 ขั้นก่อนปฏิบัติการคิด ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่อายุ 2-7 ปี แบ่งออกเป็น 2 ขั้นย่อยอีก 2 ขั้นคือ
                      1.ขั้นก่อนเกิดสังกัป เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี
                      2.ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 4-7 ปี
              1.3 ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 7-11 ปี
              1.4 ขั้นปฏิบัติการคิดด้วยนามธรรม ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 11-15 ปี
   ทฤษฏีการเรียนรู้ของสกินเนอร์
       สกินเนอร์ได้เสนอแนวความคิดโดยจำแนกทฤษฏีทางพฤติกรรมออกเป็น 2 ประเภทคือ
          1.พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้แบบ Type S
          2.พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้แบบ Type R
       ตัวเสริมแรงแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ
             1.ตัวเสริมแรงทางบวก เช่น คำชมเชย รางวัล อาหาร
             2.ตัวเสริมแรงทางลบ  เช่น เสียงดัง อากาศร้อน คำตำหนิ กลิ่น การทำโทษ

บันทึกอนุทินครั้งที่ 2


บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 2
 วันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2562

     ก่อนเรียนอาจารย์ได้เปิดวิดิโอเกี่ยวกับการเจริญเติบโตของเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง6ปี


     หลังจากดูคลิปจบอาจารย์ก็สอน เรื่องทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ทฤษฎีเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ได้แก่ ทฤษฎีพัฒนาการด้านจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์ , ทฤษฎีพัฒนาการด้านจิตสังคมของอีริคสัน , ทฤษฎีพัฒนาการด้านความคิดความเข้าใจของบรุนเนอร์ , ทฤษฎีพัฒนาการด้านจริยธรรมของโคลเบอร์ก , ทฤษฎีพัฒนาการด้านความรู้คิดของเพียเจท์ , ทฤษฎีวุฒิภาวะของกีเซล

บันทึกอนุทิน ครั้งที่1

บันทึกอนุทิน ครั้งที่ 1
วันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2562

     วันนี้เรียนวันแรกอาจารย์ให้เล่นเกมใน Quizizz ก่อนเป็นเหมือนแบบทดสอบก่อนเรียน ถ้าใครติดลำดับที่1-5 จะได้ของรางวัล


     หลังจากเล่นเกมส์เสร็จอาจารย์ก็ได้สอนเรื่อง "เด็กปฐมวัยและพัฒนาการ" วันนี้เรียนเกี่ยวกับความสำคัญของเด็กปฐมวัย ธรรมชาติของเด็กปฐมวัย ความหมายของพัฒนาการ ลักษณะของพัฒนาการ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัย ลักษณะของเด็กพิเศษ ประเภทของเด็กพิเศษ  พัฒนาการของเด็กตั้งแต่ปฏิสนธิถึง 6 ขวบ พัฒนาการตามวัยของเด็กปฐมวัย และ หลังจากเรียนเรื่องพัฒนาการของเด็กตั้งแต่ปฏิสนธิถึง 6 ขวบ อาจารย์ก็ได้เปิดคลิปการปฏิสนธิ การผ่าคลอด การคลอดธรรมชาติให้ดู